เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 มีนาคม 2026 at 19:44.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,995
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,047
    ค่าพลัง:
    +26,876
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,995
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,047
    ค่าพลัง:
    +26,876
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันตั้งหน้าตั้งตารอของนักเรียนบาลี เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ตรวจข้อสอบมาหลายวัน แล้วก็ประกาศผลสอบวันนี้ แต่ว่าประกาศเฉพาะประโยคสูงก่อน ประโยคต่ำคงต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะประกาศได้

    ปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกที่มีผู้สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคถึง ๑๒๑ รูป มากที่สุดในประวัติศาสตร์การสอบบาลีของประเทศไทย..! เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้ ถ้าได้ถึง ๕๐ รูปก็มีเสียงโวยวายแล้ว ว่าปล่อยไปมากขนาดนี้จะมีคุณภาพได้อย่างไร ?

    แต่คราวนี้ถ้าเราสังเกตดู ปีนี้มีการส่งสอบบาลีประโยค ๙ จำนวน ๕๒๑ รูป แปลว่าตกไป ๔๐๐ รูปถ้วน ๑๒๑ รูปที่ผ่านจึงไม่ถือว่ามาก แล้วถ้าหากว่าบวกกับบาลีประโยค ๘ ที่ปีนี้สอบได้อีก ๒๐๐ รูปเศษ ปีหน้าจะมีผู้สมัครสอบบาลีประโยค ๙ ถึง ๖๐๐ กว่ารูป..!

    เพียงแต่ว่าเรื่องของบาลีนั้นพัฒนาการช้ามาก ๆ ที่บอกว่าช้ามากก็คือเรียนกันมาเป็นร้อยปีแล้ว พัฒนาการขั้นต้นก็คือเปลี่ยนจากการสอบทั่วไปมาเป็นเปรียญธรรม ก็คือมีการมาแบ่งเป็นเปรียญเอก เปรียญโท เปรียญตรี แล้วหลังจากนั้นก็แยกออกเป็นประโยค ๑ ประโยค ๒ ประโยค ๓ ไล่ไปจนถึงประโยค ๙

    พัฒนาการขั้นต่อมาก็คือจากสอบปากเปล่ามาเป็นสอบข้อเขียน จากการสอบข้อเขียนใช้เวลายาวนานมาก ถ้ากระผม/อาตมภาพจำไม่ผิด หลวงปู่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ชุตินฺธรมหาเถร ป.ธ. ๙) วัดสามพระยา วรวิหาร เป็นนักเรียนบาลีสอบข้อเขียนรุ่นแรก ยืนยงคงกระพันมาเนิ่นนานมาก แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

    คราวนี้ในเรื่องของบาลียังคงเหมือนเดิม ก็คือ "ตรวจหาที่ผิด ไม่ได้ตรวจหาที่ถูก" ดังนั้น..ต่อให้ท่านเก่งขนาดไหนก็ตาม ถ้าพลาดให้โดน "เก็บ" ไป ๑๒ คะแนนก็คือตก ต่อให้ที่เหลือถูกทั้งหมด ถ้าคิดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือถูก ๘๘ เปอร์เซ็นต์ แต่สอบตก..!

    นักเรียนบาลีจึงกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาชาวบ้านเขา ก็เพราะว่าวิธีการเรียนก็โบร่ำโบราณมาก ท่องจำเอาอย่างเดียว แทบจะหาโอกาสเข้าใจอย่างถ่องแท้ไม่ได้เลย พูดง่าย ๆ ว่าเรียนจนจบประโยค ๙ แล้ว บางทียังไม่รู้เลยว่าศัพท์บาลีคำนี้มีที่มาอย่างไร ? มาระยะหลังมีพัฒนาการขึ้นมา ก็คือให้มีการ "ซ่อม" ได้ ถ้าหากว่าเราสอบติดสักวิชาหนึ่ง แล้วอยู่ไม่เกินเปรียญธรรมประโยค ๕ สามารถที่จะสอบรอบที่สองได้ ถือว่าเป็นพัฒนาการที่เอื้อแก่ผู้สอบมากขึ้น
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,995
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,047
    ค่าพลัง:
    +26,876
    แล้วกฎหมายเกี่ยวกับการเรียนพระปริยัติธรรมก็ออกมาสนับสนุน ผู้สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค เทียบวุฒิให้เท่ากับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แต่ว่าเปรียญธรรม ๙ ประโยคไปเทียบปริญญาตรี ซึ่งไม่ใช่ เพราะว่าเปรียญธรรม ๙ ประโยค เป็นปริญญาตรีเลย ไม่เชื่อลองไปดูปริญญาบัตรของเปรียญธรรม ๙ ประโยคดู เขาจะระบุชัดเจนเลยว่า "ปริญญาบัตรนี้" ก็แปลว่าบางทีการเขียนกฎหมายของเราก็มั่วอยู่เหมือนกัน เขาเป็นปริญญาตรีอยู่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ไปบอกว่าเทียบเท่า..!

    แต่ว่าถ้าท่านใดที่เรียนบาลีมาอย่างเดียว พอได้ปริญญาตรีคือประโยค ๙ แล้ว เอาไปสมัครสอบปริญญาโทนี่ปางตายทุกรายเลย เพื่อนร่วมรุ่นปริญญาโท ตอนนั้นก็คือท่านเจ้าคุณพระราชปริยัติโมลี (ไพบูลย์ วิปุโล ป.ธ. ๙) วัดสามพระยา วรวิหาร ท่านมรณภาพไปแล้ว ไม่รู้เรื่องวิชาทางโลกเลย กระผม/อาตมภาพต้องแบกท่านไว้ในกลุ่ม ถึงเวลาทำการบ้านทำรายงานอะไร ก็ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ท่านด้วย ก็ช่วยกันแบก ช่วยกันหาม จนกระทั่งจบปริญญาโทไปได้

    ความจริงผู้ที่จบบาลี น่าจะเป็นว่าเปรียญธรรม ๓ ประโยคเทียบเท่าเทียบปริญญาตรีไปเลย เปรียญธรรม ๖ ประโยคเทียบปริญญาโท เปรียญธรรม ๙ ประโยคเทียบปริญญาเอก แต่ให้เทียบในลักษณะ "วิชาเอกภาษาบาลี" เหมือนอย่างที่เขาเรียนครุศาสตร์เอกภาษาไทย เอกภาษาจีน เหล่านี้เป็นต้น ก็ได้แต่รอว่าบรรดาครูบาอาจารย์รุ่นเก่า ๆ เมื่อไรท่านจะเปิดกว้างขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นแล้วการเรียนของเราก็ต้อง "ปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง" กันต่อไป

    โดยเฉพาะถ้าไม่ได้เรียน "บาลีใหญ่" อย่างพวก "มูลกัจจายน์" เราจะไม่รู้เลยว่าบาลีแต่ละคำนั้น ที่มาที่แท้จริงคืออะไร กระผม/อาตมภาพโชคดีที่ได้เรียนมาหน่อยหนึ่ง ปรากฏว่าเขามีสูตรบาลีอยู่ ๑๕๓ สูตร ตายไหม ? ท่องสูตรไม่ได้จะไม่เข้าใจเลย เขาเริ่มตั้งแต่ปุพพะมะโธ ฐิตะมะสะรัง สะเรนะวิโย ชะเย สูตรที่ ๑ เลยคือ แยกสระหน้าออกจากสระหลัง

    แล้วก็มาสูตรที่ ๒ สะราสะเรโลปัง ลบสระหน้าเสีย เหลือแต่สระหลัง งง ๆ ไหม ? เพราะฉะนั้น..เราจะเห็นว่าบางตัวพอ "สนธิ" เข้าไป ทำไมสระตัวหน้าหาย เหลือแต่สระตัวหลัง เพราะว่าสูตรของเขาตายตัวมาอยู่แล้ว ลิงคัตเถ ปะฐะมา หาเพศของคำนั้นให้ได้ เขาจะไล่ไปทีละสูตร ๆ

    ตอนที่กระผม/อาตมภาพเรียนอยู่ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า "จะเอาหนังสือ ชีต โน้ตย่อ โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็นอะไร ถ้าคิดว่าช่วยให้สอบได้เอาเข้าห้องสอบไปได้เลย ผมไม่ว่า..!" วิชาไหนที่ครูบาอาจารย์ใจดีขนาดนี้ โปรดทราบ
    ..กระผม/อาตมภาพไม่เคยเจอเลยว่าจะหาคำตอบได้ในเล่มนั้น เพราะว่าในตำราเป็นของตายตัว แต่ครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ถามว่า "สูตรที่ ๑ คืออะไร ?" แต่ท่านถามว่า "ศัพท์คำนี้มาจากสูตรไหน ?" อิ๊บอ๋ายแล้ว..! พวกเราถ้าหากว่าใครได้ประโยคแล้วลองเรียนดูบ้างก็ได้ เผื่อจะมีความรู้แน่นขึ้น..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,995
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,047
    ค่าพลัง:
    +26,876
    เพียงแต่ว่าการเรียนบาลีของพวกเรานั้นต้องอาศัยความเพียรมาก ความเพียรของเราจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสมาธิทรงตัว สมัยที่กระผม/อาตมภาพเรียนอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ซึ่งภายหลังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ท่านเตือนบ่อย ๆ เวลาไปกราบท่านว่า "ท่านเล็ก..เรียนบาลีอย่าทิ้งสมาธินะ ถ้าทิ้งแล้วจะท้อ" กระผม/อาตมภาพก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าพวกท่านท้อกันไปกี่ยกแล้ว..! แต่ว่าเป็นเรื่องที่ต้องสู้ทนกันต่อไป

    เพราะว่าถ้าสามารถจบเปรียญธรรม ๓ ประโยคขึ้นไป จะได้รับพัดพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ก็มอบให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ประทานพัดให้ แต่มาในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ พระองค์ท่านให้เข้าไปรับพระราชทานด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นสมณศักดิ์ที่เราไขว่คว้ามาด้วยความสามารถของตัวเอง ไม่ต้องสร้างผลงานคณะสงฆ์ให้ครบ ๖ ด้าน เรียนอย่างเดียวก็ได้สมณศักดิ์เหมือนคนอื่นเขา จะเห็นว่าในพิธีหลวง บรรดามหาเปรียญถือพัดขึ้นไปเท่เลย ประกบพระครู ประกบเจ้าคุณได้สบาย..!

    เพียงแต่ว่าอย่าลืมว่าพวกเราเรียนบาลีเพื่ออะไร บาลีมาจากคำว่าปาลธาตุ ในความรักษา รักษาไว้ก็คือรักษาพระไตรปิฎก แปลว่าให้เราสามารถแปลพระไตรปิฎกได้ถูกต้องอย่างแท้จริง คำไหนที่เราสงสัยว่าปัจจุบันนี้เขาแปลผิดหรือเปล่า ถ้าเรียนถึงเราก็แปลเองเลย

    ปัจจุบันนี้กระผม/อาตมภาพเห็นมีบาลีหลายคำที่แปลผิด เนื่องเพราะไม่เข้าใจ อย่างเช่นว่าในทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎก สูตรแรกเลยคือ "พรหมชาลสูตร" เขาแปลว่า "สูตรแห่งข่ายคือพระญาณอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" เพราะว่าพรหม (พรัม-มะ) แปลว่าผู้ใหญ่ก็ได้ แปลว่าผู้ประเสริฐก็ได้ ชาล (ชา-ละ) ก็คือตาข่าย

    เขาตีความว่าพระพุทธเจ้าทรงมีข่าย คือพระญาณอันประเสริฐ จึงสามารถที่จะรู้ทั่วถึงลัทธิทั้ง ๖๒ ลัทธิ ซึ่งมีอยู่ในชมพูทวีปในขณะนั้น ซึ่งแบ่งออกเป็นปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ ๑๘ ลัทธิ ที่เหลือ ๔๔ ลัทธิเป็นอปรันตกัปปิกทิฏฐิ
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,995
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,047
    ค่าพลัง:
    +26,876
    แต่ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่าทิฎฐิทั้งหลายเหล่านั้น เต็มที่ก็ไปได้แค่พรหม ไม่ว่าจะเป็นรูปพรหม หรือว่าอรูปพรหมก็ตาม ไม่เคยเกินนั้น เพราะฉะนั้น..พรหมชาลสูตรน่าจะแปลว่า "สูตรแห่งตาข่ายที่ดักไว้แค่พรหม" คือรอดจากนั้นไปไม่ได้ ติดตาข่ายแหง็กอยู่แค่นั้น..!

    ยังมีคำอื่น ๆ อีกมาก ที่แปลความแล้วบางทีก็ไม่ได้อย่างที่บาลีต้องการ เพราะว่าคนแปลต้องปฏิบัติธรรมด้วย จึงเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องศึกษาและปฏิบัติไปด้วยกัน แต่บางทีถ้าหากว่าท่านทั้งหลายตอบไปตามความเข้าใจจากอารมณ์ปฏิบัติ อาจารย์อาจจะปรับตกหน้าตาเฉย..!

    ถ้าหากว่าท่านดูในนักธรรมชั้นตรี แค่ฆฏิการพรหมนำบริขาร ๘ มาถวายเจ้าชายสิทธัตถะในวันออกมหาภิเนษกรมณ์ ถ้าเขาถามว่า "ฆฏิการพรหมเป็นใคร ?" แล้วเราไปตอบว่าเป็นท้าวมหาพรหม ซึ่งเลื่อมในการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงได้นำบริขารมาถวาย ตกนะครับ..! เขาให้อธิบายว่า พรหมเป็นคุณสมบัติของผู้ทรงฌานสมาบัติ อาจจะมีศาสดาหรือนักบวชลัทธิใดลัทธิหนึ่งที่ทรงฌานสมาบัติ เลื่อมใสการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงนำบริขารมาถวาย แค่นักธรรมชั้นตรี เขาก็ไม่เชื่อเรื่องพรหมเรื่องเทวดาแล้ว..!

    ตอนช่วงเรียนนักธรรมชั้นตรี กระผม/อาตมภาพปฏิญาณกับตนเองว่า ถ้าเขาถามมาแบบนี้ จะตอบตามความเข้าใจของตนเอง ตกก็ช่างหัวมัน..! ปรากฏว่านักธรรมตรี - โท - เอก รอดมาได้ เพราะเขาถาม "ตามแบบ" ก็คือตอบตามแบบเฉย ๆ ไม่ต้องอธิบายมาก ดังนั้น..
    เรื่องพวกนี้ ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจไว้อย่างแท้จริง ประการแรกก็คือตัวเองก็ไม่เข้าใจ ประการที่ ๒ ก็คือสอนต่อลูกศิษย์ก็ไม่เข้าใจ ประการต่อไปร้ายแรงที่สุด อาจจะสอนคนให้เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...